เดือน: กันยายน 2022

โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3ร่วมกับ กลุ่มประมงพลา-อู่ตะเภาสามัคคี ซ่อมแซมและปรับปรุงวัดพลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง

โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3ร่วมกับ กลุ่มประมงพลา-อู่ตะเภาสามัคคี ซ่อมแซมและปรับปรุงวัดพลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง

โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ประกอบด้วย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด(สทร) กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาฯ (PMSC) บริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GMTP) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) ร่วมสนับสนุนกับกลุ่มประมงพลา-อู่ตะเภาสามัคคี เพื่อพัฒนาวัดและจัดซื้ออุปกรณ์ซ่อมแซมศาลาสวดอภิธรรมที่ชำรุดทรุดโทรม ของวัดพลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยมีผู้แทนโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 คือ นายศุภฤกษ์ โสภณราพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ (GMTP) และคณะ มอบการสนับสนุนแก่นายวิเชษฐ์ หมายมั่น ประธานกลุ่มและสมาชิกร่วมรับมอบ พร้อมร่วมกิจกรรมพัฒนาวัดร่วมกัน

โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ร่วมกับเทศบาล ต.เนินพระ ฯ ระดมพลังช่วยเหลือน้ำท่วม หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ร่วมกับเทศบาล ต.เนินพระ ฯ ระดมพลังช่วยเหลือน้ำท่วม หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ประกอบด้วย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด(สทร) กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาฯ (PMSC) บริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GMTP) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) ร่วมสนับสนุน เทศบาลตำบลเนินพระ ระดมพลและจิตอาสา อาสาสมัครร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและแก้ปัญหาน้ำท่วมขังของมวลน้ำที่ฝนตกมาต่อเนื่อง ทางโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ได้ระดมพลพนักงานเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค และได้นำรถและเครื่องจักรกล ฯลฯ จาก บ.อิตาเลียนไทย ฯ ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังและระบายน้ำด้วย

แปลงใหญ่มะพร้าวทับสะแกคว้ารางวัลชนะเลิศแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2565

แปลงใหญ่มะพร้าวทับสะแกคว้ารางวัลชนะเลิศแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2565 กรมส่งเสริมการเกษตรผลักดัน 6 แปลงใหญ่ระดับประเทศเป็นต้นแบบของความสำเร็จที่จับต้องได้

กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผล และมอบรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2565 โดยถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมชูความสำเร็จของเกษตรแปลงใหญ่ที่เข้ารอบทั้ง 6 แปลง เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนให้เกษตรกรแปลงใหญ่ทั่วประเทศ


กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานประกาศผลและมอบรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2565 ขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมถ่ายทอดสดพิธีมอบรางวัลผ่านเฟซบุ๊กเพจ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการมอบรางวัล ซึ่งในปีนี้มีแปลงใหญ่ที่ผ่านเข้าสู่รอบการประกวดระดับประเทศ จำนวน 6 แปลง จาก 6 เขต และได้รับรางวัลดังต่อไปนี้


รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ แปลงใหญ่มะพร้าว หมู่ 2 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีจุดเด่นในการบริหารกลุ่มคือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์จากคนรุ่นเก่า จนเกิดการบริหารจัดการกลุ่มที่ลงตัว คือเป็นการบริหารจัดการตามแนวอนุรักษ์วิถีของคนทำสวนในอำเภอทับสะแก และยังมีการใช้นวัตกรรมในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต พร้อมเชื่อมโยงตลาดด้วย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ แปลงใหญ่ข้าว หมู่ 7 ตำบลหนองเมือง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ความโดดเด่นของกลุ่มนี้คือ ประธานกลุ่มฯ มีความเป็นผู้นำสูง และมีวิสัยทัศน์ สมาชิกมีความสามัคคี ร่วมมือปฏิบัติตามนโยบาย หรือแนวทางของกลุ่ม และยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน หมู่ 7 ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง จุดเด่นของกลุ่มนี้คือ มีความเข้มแข็ง มีกฎระเบียบที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และผู้นำกลุ่มมีความสามัคคี มีความรู้ความเข้าในการดำเนินงาน ทั้งเรื่องสวนปาล์มน้ำมัน และการจัดการกลุ่ม

รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการรวมกลุ่มเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตและวางแผนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันที่ทำเกษตรแบบ Zero Waste มีการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และสอดคล้องกับระบบนิเวศ และแปลงใหญ่มะขาม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะขามแปลงใหญ่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านเสี้ยว อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีจุดเด่นของการรวมกลุ่มอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจกันของสมาชิก มีการเป้าหมายและวางแผนงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ


ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 และมีการจัดประกวดแปลงใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อคัดเลือกแปลงใหญ่ดีเด่นเป็นตัวอย่างในการขยายผลการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เกษตรกรอื่น ๆ ทั่วประเทศ และเกษตรแปลงใหญ่ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ทั้ง 6 แปลง ถือเป็นต้นแบบที่ดีของการบริหารจัดการและพัฒนากลุ่มจนประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาต้นทุน และปัญหาต่าง ๆ ที่สมาชิกกลุ่มต้องเผชิญก่อนที่จะมีการรวมกลุ่มฯ ได้อย่างเห็นผลชัดเจน จนสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 5 ด้าน คือลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตจนได้มาตรฐาน มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถจัดการด้านการตลาดได้ ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรมากยิ่งขึ้น

THE LIGHTER THAILAND

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ารณรงค์การออกกำลังกายในสถานศึกษา ชวนนักเรียนในจังหวัดระยองเข้ากิจกรรม ”ก้าวท้าใจในสถานศึกษา”

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ารณรงค์การออกกำลังกายในสถานศึกษา ชวนนักเรียนในจังหวัดระยองเข้ากิจกรรม ”ก้าวท้าใจในสถานศึกษา” ตั้งเป้าชวนนักเรียนทั่วประเทศร่วมออกกำลังกาย 1 ล้านคนในปี 2566 นี้

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.65 ที่โรงเรียนบ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดงานรณรงค์ประชาสัมพันธ์ก้าวท้าใจในสถานศึกษา โดยมีนายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้แก่ จังหวัดระยอง เขตสุขภาพที่ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 (ชลบุรี-ระยอง) ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี และเครือข่ายร่วมงานเปิดตัวกิจกรรมรณรงค์ฯ ดังกล่าว และมีนักเรียนโรงเรียนบ้านค่าย เข้าร่วมกิจกรรม และมีการแสดงโชว์ออกกำลังกาย รวมทั้งมีนิทรรศการ และบูธกิจกรรมก้าวท้าใจ บูธองค์ประกอบของร่างกายให้ความรู้ด้วย

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสำคัญในการสร้างให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีด้วยการออกกำลังกาย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ส่งเสริมให้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างสุขภาวะที่ดี ด้วยการให้บุคลากรสาธารณสุขเป็นต้นแบบด้านสุขภาพ (Health Model) ร่วมกับการนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มก้าวท้าใจ มาใช้ในการส่งเสริมการออกกำลังกาย โดยได้รับผลตอบรับที่ดี มีผู้เข้าร่วมโครงการก้าวท้าใจทั้งหมดประมาณ 4.8 ล้านคน ซึ่งกิจกรรมก้าวท้าใจยังคงขยายผลไปทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียน วัยรุ่นที่ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ โดยปัจจุบันก้าวท้าใจมีนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมแล้วกว่า 500,000 คน ซึ่งในปีงบประมาณ 2566 นี้ ได้กำหนดเป้าหมายการให้นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมก้าวท้าใจ จำนวน 1,000,000 คน.

THE LIGHTER THAILAND

เรือผลักดันน้ำกองทัพเรือเดินทางถึง อ.แกลง พร้อมเร่งติดตั้งให้แล้วเสร็จ เพื่อผลักดันน้ำทันที

“เรือผลักดันน้ำกองทัพเรือเดินทางถึง อ.แกลง พร้อมเร่งติดตั้งให้แล้วเสร็จ เพื่อผลักดันน้ำทันที”

วันที่ 11 กันยายน 2565 เวลา 14.00 น. หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ กรมอู่ทหารเรือ ซึ่งได้ลำเลียงเรือผลักดันน้ำ พร้อมยุทโธปกรณ์ เดินทางถึงบริเวณสะพานทะเลน้อย – ท่ากะพัก ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง เป็นที่เรียบร้อย โดยได้เร่งดำเนินการติดตั้งทั้ง 20 ลำ ให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ และคาดการณ์ว่าจะเดินเครื่องผลักดันน้ำในคืนนี้ทันที เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อ.แกลง จ.ระยอง ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

จังหวัดระยอง โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอแกลง ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยนำมาซึ่งความเดือดร้อนของประชาชนเป็นจำนวนมาก การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมทั้งจังหวัดโดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแกลง ยังคงมีระดับสูงและมีแนวโน้มที่สถานการณ์จะยังคงส่งผลกระทบแก่พี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำประแสร์ให้ไหลออกสู่ท้องทะเลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ และ ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ได้มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ของพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย จึงได้ สั่งการอย่างเร่งด่วนให้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ เตรียมเรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือให้มีความพร้อม ตลอดจนลำเลียงเรือผลักดันน้ำจำนวน 20 ลำ พร้อมกำลังพล ไปยังจังหวัดระยองตามที่ได้รับการร้องขอจากทางจังหวัด โดยเรือผลักดันน้ำทั้ง 20 ลำ ได้ลำเลียงออกจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ โดยได้ดำเนินการติดตั้งที่บริเวณสะพานทะเลน้อย – ท่ากะพัก ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง ทั้งนี้ตัวสะพานมีความยาวประมาณ 170 เมตร ใช้ข้ามแม่น้ำประแสร์ อยู่ห่างจาก อ.แกลง ประมาณ 9 กิโลเมตร

THE LIGHTER THAILAND

ระยอง ปล่อยขบวนรถส่งสินค้าคอนเทรนเนอร์ทางรถไฟ เที่ยวปฐมฤกษ์จากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปลายทางประเทศมาเลเซีย

ระยอง ปล่อยขบวนรถส่งสินค้าคอนเทรนเนอร์ทางรถไฟ เที่ยวปฐมฤกษ์จากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปลายทางประเทศมาเลเซีย เตรียมขยายเส้นทางไปยังประเทศรัสเซีย รองรับกลุ่มผู้ประกอบการปิโตรเคมี

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 9 ก.ย.ที่สถานีรถไฟมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณรงค์ ชูสลับ นายสถานีรถไฟมาบตาพุด จ.ระยอง พร้อมด้วยนายปัญญา ปะพุธสะโร ประธานกรรมการ บ.เก้าเจริญ เทรน ทรานสปอร์ต จำกัด และนายปุรเชษฐ์ ปะพุธสะโร กรรมการผู้จัดการ บ.เก้าเจริญ เทรน ทรานสปอร์ต จำกัด ร่วมปล่อยขบวนรถขนส่งสินค้าคอนเทรนเนอร์ จำนวน 7 ตู้ สินค้าประเภทปิโตรเคมี โดยส่งออกทางรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์จากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปลายทางประเทศมาเลเซีย

นายปัญญา กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ให้บริการขนส่งสินค้าตู้คอนเทรนเนอร์ระบบรางทางรถไฟมาตั้งแต่ปี 2562 และเริ่มให้บริการขนส่งสินค้าผ่านแดนและสินค้าส่งออกทางรถไฟมาตั้งแต่ปี 2564 โดยเส้นทางที่เปิดส่งสินค้ากลุ่มปิโตรเคมีเที่ยวปฐมฤกษ์ดังกล่าวเป็นเส้นทางที่ 3 ต่อจากเส้นทางสถานีมาบตาพุด-ลาว และมาบตาพุด-จีน เดิมส่งออกทางเรือจากมาบตาพุดไปแหลมฉบังแล้วอ้อมไปมาเลเซีย แต่ปัจจุบันใช้ขนส่งทางรางจากมาบตาพุดตรงไปมาเลเซียเลย เส้นทางจะสั้นกว่า และค่าขนส่งถูกกว่าขนส่งทางเรือ ทั้งนี้ทางบริษัทฯ มีเป้าหมายที่พูดคุยในกลุ่มพาร์ทเนอร์ที่เป็นจีน โดยจะมีการรับตู้สินค้าสลับกัน ต้นทางมาจากจีนมาลงลาวผ่านไทยและไปยังมาเลเซีย หย่นระยะทางสั้นลงกว่าขนส่งทางเรือที่ใช้เวลา 7-10 วัน โดยใช้ระยะเวลา 5 วันเท่านั้น จะเป็นการทำให้มูลค่าต้นทุนทางโลจิสติกส์ลดลงได้กว่า 35 เปอร์เซ็น


อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้า จะมีการขยายเส้นทางเพิ่มโดยส่งสินค้าประเภทอาหารแห้งไปยังประเทศรัสเซีย เส้นทางจากสถานีมาบตาพุดไปยังลาวผ่านจีนปลายทางที่รัสเซีย จำนวน 5 ตู้คอนเทรนเนอร์ โดยใช้เวลา 14 วัน หย่นระยะทางการขนส่งทางเรือที่ใช้เวลาถึง 45 วัน


ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีการทดลองเส้นทางให้เห็นแล้ว ขอให้ผู้ประกอบการได้มั่นใจว่าทางบริษัทฯ สามารถทำได้ ซึ่งการขนส่งทางรางจะช่วยลดต้นทุนถูกกว่าการขนส่งทางเรือ และรถบรรทุก ไปถึงมือลูกค้าเร็วกว่า.

นักศึกษา วพน. รุ่นที่ 16 ร่วมมือกลุ่มประมงระยองขับเคลื่อนนำพลังงานสะอาด ทางเลือกใหม่วิถีประมงไทย

นักศึกษา วพน. รุ่นที่ 16 ร่วมมือกลุ่มประมงระยองขับเคลื่อนนำพลังงานสะอาด ทางเลือกใหม่วิถีประมงไทย

กลุ่มนักศึกษา สถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) (Thailand Energy Academy – TEA) รุ่นที่ 16 กลุ่มเบญจมาศ ได้ลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับฟังปัญหาของชุมชนชาวประมง ปากน้ำกระแส อ.แกลง จ.ระยอง กับแนวคิด “พลังงานสะอาด ทางเลือกใหม่ในวิถีประมงไทย” การประยุกต์ใช้พลังสะอาดเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธ์เชิงประจักษ์ สามารถขยายผลต่อได้ ลดการส่งมลภาวะ ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านเชื้อเพลิง และพลังงานให้แก่กลุ่มชาวประมง โดยมุ่งหวังให้โมเดลนี้เป็นต้นแบบแก่ชุมชนประมงในพื้นที่อื่นๆ ในประเทศ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2565 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการเสวนาระดมความคิดเห็นจากกลุ่มชาวประมง ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัย ในหัวข้อ “พลังงานสะอาด ทางเลือกใหม่ในวิถีประมงไทย” โดยมีทีมนักศึกษา ประกอบด้วย อาจารย์ สันติวิภา พานิชกุล พล.อ.อ ชนัท รัตนอุบล นายยุทธนา เจริญวงศ์ นายกมล คงสกุลวัฒนสุข นายกฤษดา อัครพัทธยากุล นางสิริวิภา สุพรรณธเนศ นางสุเนตร คุณานันทกุล นายชญาน์ จันทวสุ นายจิตชาย มุสิกบุตร นายธนัทเทพ จันทรกานต์ ร่วมรับฟังความเห็นจากกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน พร้อมกับ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 8 นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส ประมงจังหวัดระยอง และ พลังงานจังหวัดระยอง ผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (ระยอง) พร้อมนายกสมาคมชาวประมงปากน้ำประแส ชาวประมงในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนภาคประชาชน ภาคเอกชน และนักวิจัยพลังงานสะอาด เข้าร่วมเสวนา

การเสวนาครั้งนี้มีการนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดในการประกอบอาชีพประมงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ปากน้ำประแส พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากชาวประมงในพื้นที่ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนการนำพลังงานสะอาด มาใช้ในภาคการประมง ทดแทนการใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว รวมถึงช่วยลดการปล่อยมลพิษต่างๆ ที่จะเป็นเงื่อนไขในการควบคุมการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปยังต่างประเทศในอนาคต การเสวนาเห็นควรเสนอจัดตั้งคณะทำงาน และนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมหารือร่วมกัน โดยจะนำงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุน เพื่อเป็นการลดต้นทุนและลดปัญหามลพิษไปพร้อมกันด้วย

THE LIGHTER THAILAND

กล้วยทอดเทวดา “ ร้านดังเมืองระยอง ขยายสาขา 2 ถนนจันทอุดม ชูเมนูใหม่ของดีเมืองระยอง “ ข้าวเม่าเทวดา ไส้ทุเรียน “ แห่งเดียวในโลก

“ กล้วยทอดเทวดา “ ร้านดังเมืองระยอง ขยายสาขา 2 ถนนจันทอุดม ชูเมนูใหม่ของดีเมืองระยอง “ ข้าวเม่าเทวดา ไส้ทุเรียน “ แห่งเดียวในโลก

ร้านกล้วยทอดเทวดา(สูตรแม่พลอย) แฟรนไชส์ดังระดับประเทศ ซึ่ง แม่พลอย นางพิมพ์พลอย พงษ์เทพิน ได้เคยช่วยคุณแม่ทำขนมไทยตั้งแต่เด็ก ได้สั่งสมความรู้และได้ยึดอาชีพขายกล้วยทอดมากว่า 30 ปี ซึ่งมีการพัฒนาสูตรมาอย่างต่อเนื่องจนลงตัว มีความโดดเด่นมากกว่าทั่วไป คือ เป็นกล้วยทอดที่มีความหอมกรุ่นกลิ่นไอละมุนมาก และ อีกอย่างคือ ความกรอบ ไม่เพียงแต่กรอบตอนร้อนเท่านั้น สูตรนี้ กรอบนานแทบข้ามคืนเลยทีเดียวและไม่อมน้ำมัน รสชาดอร่อยเป็นเสียงตอบรับของลูกค้าและผู้สื่อข่าวได้ลองมาแล้ว


ร้านกล้วยทอดเทวดา ได้มาบุกเบิกเปิดตลาดที่ระยอง สาขาแรก ที่ ถนนกรอกยายชา ใน ปี 2564 กระแสตอบรับดีพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งขายทั้ง กล้วยทอด มันทอด ข้าวเม่าทอด ฯลฯ โดยเฉพาะ ข้าวเม่าทอด เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ลูกค้าตอบรับดีมากถ้าใครมาช้าอดหมดเร็วหรือต้องสั่งจองกันไว้ก่อน แม้กระนั้น แม่พลอย (เจ้าของสูตร) ยังไม่หยุดนิ่งพัฒนาต่อยอด โดยพัฒนาเมนูใหม่ ที่กระแสแรงในตอนนี้ “ ข้าวเม่าเทวดา ไส้ทุเรียน “ เป็นการผสมผสานข้าวเม่าทอด กับ ทุเรียนกวน ของดีขึ้นชื่อเมืองระยอง และ มะพร้าวขูดเส้น ฯลฯ เพื่อเชิดชูของดีเมืองระยองและผสมผสานเป็นเมนูประยุกต์ เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ให้คนทั้งประเทศที่มาเมืองระยองได้ลิ้มชิมรส และเป็นข้าวเม่าไส้ทุเรียนแห่งแรกของโลกที่เมืองระยอง นอกจากนี้ ยังมีข้าวเม่าไส้ฝอยทอง ไส้ทองหยอด และไส้กล้วยไข่ (ดั้งเดิม) นับเป็นการอนุรักษ์ขนมไทยและผสมผสานกันอย่างลงตัว มาชิมได้ที่ จังหวัดระยอง


บัดนี้ (วันที่ 7 กันยายน 2565 ) ร้านกล้วยทอดเทวดา ได้เปิดเพิ่มขยาย สาขา 2 เมืองระยอง (ถนนจันทอุดม ) ตรงข้ามปั๊มเชลล์ ฝั่งขาเข้าเมืองจากสี่แยกเกาะกลอยมา รพ.ระยอง สนใจติดต่อสอบถาม / สั่งจอง ที่ 0813724235 หรือ Facebook : เพจ กล้วยทอดเทวดา แฟรนไชส์ แม่พลอย ฝากขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ติดตามและเป็นแฟนคลับกันมาตลอด และเรียนเชิญทุกท่านชาวระยองและทุกท่านที่ผ่านมาเมืองระยอง ยินดีต้อนรับนะคะ ขอบคุณค่ะ แม่พลอย

ไออาร์พีซี จ.ระยอง หยุดซ่อมบำรุงใหญ่เครื่องจักร ของกลุ่มโรงงาน

ไออาร์พีซี จ.ระยอง หยุดซ่อมบำรุงใหญ่เครื่องจักร ของกลุ่มโรงงาน

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดซ่อมบำรุงใหญ่ประจำปี 2565 (Turn Around 2022) ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2565 ถึง 30 พฤศจิกายน 2565และ 1 กุมภาพันธ์ – 9 เมษายน 2566

โดยนายวรวุฒิ ศิวะเพ็ชรานาถ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ GRO CPRO ปฏิบัติการผลิตปิโตรเคมีและการกลั่น กล่าวว่า เนื่องด้วยกลุ่มโรงงานภายในเขตประกอบการของ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการผลิตมาได้ระยะเวลาหนึ่ง จะต้องทำการหยุดเดินเครื่องจักร เพื่อตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรจะมีขั้นตอนการปฏิบัติเป็นไปตามหลักสากล โดยจะมีขั้นตอนหลัก ดังนี้

– ช่วงเริ่มหยุดการผลิต การหยุดระบบทั้งหมดและถ่ายของออกจากระบบไปเก็บไว้ในถังพัก และทำระบบให้พร้อมซ่อมบำรุง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ เสียง : จากการเปิดและเตรียมระบบ, กลิ่น : จากการเตรียมระบบด้วยไอน้ำและไนโตรเจน, แสง/ควัน : จากการระบายก๊าซตกค้างออกหอเผาทิ้ง

– ช่วงซ่อมบำรุง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ฝุ่นละออง : จากการทาสี ขัดล้างอุปกรณ์ในที่สูง, น้ำเสีย : จากการล้าง ซ่อมบำรุง, ขยะและกากอุตสาหกรรม : จากการซ่อมบำรุง

– ช่วงเริ่มเดินเครื่องใหม่ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ เสียง : จากการเตรียมระบบไอน้ำ, แสง/ควัน : จากการระบายก๊าซออกหอเผาทิ้ง

นอกจากนั้นอาจมีผลกระทบด้านอื่นๆ อาทิ เช่น ด้านการจราจร ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ซึ่งทางบริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจ จึงได้กำหนดนโยบายต่างๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการ เช่น จัดเวลาการเข้าออกของผู้รับเหมาให้เข้าทำงานช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. และประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรให้ช่วยอำนวยความสะดวก และจัดระบบในเส้นทางต่างๆ อีกทั้งได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานราชการ องค์กรท้องถิ่น สื่อมวลชน ห้างร้านและประชาชนโดยรอบโรงงาน ได้รับทราบแผนงาน และความคืบหน้าต่างๆ อย่างทั่วถึง ได้แก่ ผู้บริหารออกไปชี้แจงแผนงานกับส่วนราชการต่างๆ องค์กรท้องถิ่น จึงได้ทำหนังสือแจ้งหน่วยงานราชการต่างๆ สื่อมวลชนท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง โดยนอกจากนี้ทาง บริษัทฯ ได้จัดรถกระจายเสียงออกประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ แจ้งผ่านหอกระจายข่าว ป้ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ชุมชน แผ่นพับ โปสเตอร์ โซเชียลออนไลน์ ทั้ง csr irpc facebook และ Line บอกเล่าเก้าสิบ ฯลฯ

การเฝ้าระวังผลกระทบกับชุมชนรอบเขตประกอบการฯ นั้น ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานภาคสนามโดยมีทีมงานเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสถานีตรวจอากาศถาวร, สถานีตรวจอากาศเคลื่อนที่, ทีมแพทย์สัญจรลงพื้นที่ต่างๆ รอบเขตประกอบการฯ ด้วย

จึงขอเรียนชี้แจงว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่กำกับดูแลการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ประจำปี 2565 เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนรอบเขตประกอบการ หากท่านมีข้อสงสัยประการใด โปรดสอบถามรายละเอียดได้จากเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉินหมายเลขโทรศัพท์ 1800 800 008 หรือ 038-802560 ตลอด 24 ชั่วโมง และพนักงานมวลชนสัมพันธ์ ที่ประจำพื้นที่ต่างๆ

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน ด้วยความห่วงใย ใส่ใจ และแบ่งปัน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตลอดไป

แห่จองคับคั่ง พลังแห่งศรัทธาบารมีลัทธฺเมโธ

“ แห่จองคับคั่ง พลังแห่งศรัทธาบารมีลัทธฺเมโธ “

เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. คุณนิพนธ์ เสียงจันทร์ พร้อมทีมงานได้จัดงานเปิดจอง “ เหรียญมหาโภคทรัพย์ “ ยกฐานะโดยในการเปิดจองครั้งนี้เงินที่ได้จะนำมาบูรณะปูพื้นวัดใหม่ และนำไปใช้ในสาธารณะประโยชน์ภายในวัด บรรยากาศภายในงานถือว่าผู้คนแห่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศเรียกได้ว่าเปิดรับบัตรคิว 06.00 น. คนมายืนรอเป็นพันตั้งแต่ตี 4 เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่คนมารวมตัวกันเพราะศรัทธาในบารมีหลวงปู่ทองสุข


ต่อมาเวลา 10.00 น.ได้มีการคละฉลากคูปอง เหรียญมหาโภคทรัพย์ เนื้อต่างๆอาทิเช่น เนื้อทองคำจำนวน 1 เหรียญ เนื้อเงินหน้ากากทองคำจำนวน 3 เหรียญ เนื้อนาคหน้าทองคำ จำนวน 1 เหรียญ ชุดกรรมการจำนวน 15 ชุด และเนื้ออื่นๆอีกมากมาย ผู้โชคดีที่จับได้เนื้อทองคำไม่ประสงค์ออกนามแต่ผู้ที่รับเช่าหน้าวัดได้ไปถามเช่าพร้อมเสนอเงินจำนวน 6,000 บาทเพื่อเช่าต่อจากผู้โชคดี (ราคาทองคำ จอง 79,000 บาท บวกให้อีก 6,000 บาท รวมต้องจ่าย 85,000 บาท) สุดยอดแห่งความศรัทธาจริงๆ

ต่อมาช่วง 11.00 น.คุณนิพนธ์ เสียงจันทร์ ได้มอบคูปองเหรียญมหาโภคทรัพย์ ให้แก่ผู้ที่ใส่วัตถุมงคลมาเกิน 6 องค์ ขึ้นไปเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ที่ศรัทธา และสะสม เรียกได้ว่าใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ

สุดท้ายนี้คุณนิพนธ์ได้กล่าวให้กับประชาชนทุกท่านว่า วัตถุมงคลสายหนองฆ้อที่ทางคุณนิพนธ์สร้างคุณนิพนธ์รับเช่าคืนและรับฝากหากใครยังไม่อยากปล่อยและต้องการใช้เงิน คุณนิพนธ์ยินดีรับเช่าและรับฝาก สุดยอดผู้สร้างจริงๆมีเมตตาและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังพร้อมผลักดันเดินหน้าไปด้วยกัน ยอมใจจริงๆครับ สมชื่อสุดยอดผู้สร้าง นิพนธ์ ระยองรีไซเคิล

ปล.พิธีพุทธาภิเษกจะถูกจัดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 รับวัตถุมงคลโดยนำคูปองมาขึ้นได้ที่วัดหนองฆ้อในวันที่ 7 ตุลาคม 2565 คูปอง 1 ใบแทนพระ 1 องค์เท่านั้นคูปองอยู่กับใครคนนั้นคือเจ้าของพระระวังเรื่องการซื้อขายไม่มั่นใจให้ผ่านแอดมิน